www.BlogAboutMe.com

    All about my interests

    “โพสนี้จะไม่พูดถึง spec นะครับ แต่จะพูดถึงการใช้งานจริงเท่านั้น”

    สำหรับ LG G Watch เครื่องนี้ก็ซื้อมาใช้งานเองไม่ได้มีสปอนเซอร์สนับสนุนแต่อย่างใด แต่ถ้าทาง LG จะตบรางวัลเป้นค่าโฆษณามาให้ก็ไม่ว่ากันนะครับ 555+  ผมเองนับว่าเป็น Early Adopter คือชอบลองของใหม่  อะไรออกก็ต้องขอมาลองก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ลองซื้อ Sony Smartband มาลองใช้แต่รู้สึกไม่เห็นถึงประโยชน์ในชีวิตจริงผมเลยตัดสินใจขายออกไปในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แล้วเปลี่ยนมาซื้อ Fitbit Force แทน ซึ่งผมชอบมากแต่จำเป้นต้องขายไปในที่สุดเพราะผมได้รุ่น size L มา มันใหญ่เกินไป  จนกระทั่ง LG G Watch เริ่มขายวันแรกผมก็ไม่รอช้าสั่งมาทันที 1 เครื่อง  ถ้าอยากรู้ว่ามันทำอะไรได้แล้วมันเข้ากับ life style ชาว IT อย่างเราๆหรือไม่ เชิญอ่านต่อด้านล่างเลยครับ

    ในกล่องก็มีตัวนาฬิกาและสายชาร์ตพร้อมแท่น ซึ่งตัวแท่นชาร์ตเป็นแม่เหล็ก สายนาฬิกาสามารถถอดเปลี่ยนได้กับสายนาฬิกาทั่วไปที่ขนาด 22 มม.

    1. หน้าปัดนาฬิกา : มีหน้าปัดนาฬิกามาให้เลือกจากโรงงานอยู่พอสมควร แต่บอกไดเลยว่ามันไม่สวยเลบสักแบบ แต่ยังดีที่สามารถโหลดเพิ่มเติมได้จาก App Store มีทั้งเสียเงินและไม่เสียเงิน วิธีการเปลี่ยนหน้าปัดแค่จิ่มหน้าจอค้างไว้แล้วเลือกหน้จอที่ต้องการได้เลย

    2. นาฬิกาที่แสดงผลตลอดเวลา : เราสามารถตั้งได้ว่าให้หน้จอแสดงผลได้ตลอดเวลาหรือให้ดับตอนที่ไม่ได้ใช้งาน จะขออธิบายให้ชัดเจนดังนี้ การที่หน้จอแสดงผลก็แบ่งเป็น 2 สถานะ คือ active กับ inactive.  ในหน้า active จะสามารถสั่งงานต่างๆได้และหน้าจอจะสว่าง  ส่วนในหน้า inactive นั้นจะแสดงแต่ตัวนาฬิกาและความสว่างจะลดลงพอสมควร  วิธีการ activate หน้าจอมี 2 วิธีคือจิ้มที่หน้าจอ และ ยกมือพร้อมหมุนจอนาฬิกาเอียงมาทางหน้าของเราเมหือนท่าดูนาฬิกา  ส่วนการ deactivate นั้นทำได้ 2 วิธีคือ ปล่อยไว้เฉยๆซักพัก หรือ เอาฝ่ามือแตะไปที่จอ (ไม่ใช่แค่เอาฝ่ามือไปอังใกล้ๆนะครับ ผมเข้าใจผิดอยู่นานมาก)

     

    3. การสั่งงานด้วยเสียง : อันนั้นขอแบ่งเป็น 2 อย่างคือ voice command กับ voice recognition. สำหรับ voice command นั้น keyword ต้องสั่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ส่วน voice recognition สามารถรับรู้ภาษาไทยได้ดีมาก

    Voice Command : สามารถสั่งโทรออก ดูตารางนัดหมาย นำทาง (มันจะไปเปิดแผนที่ในมือถือต่อให้เลยวีดีโอด้านล่างภาพเลยโดนตัดไป) ตั้งเวลา และอื่นๆ  ข้อเสียคือถ้าเราเปิดให้มันฟังไทยรู้เรื่อง มันจะจับคำภาษาอังกฤษเพี้ยนๆ

    Voice Recognition : ใช้ search ข้อมูลได้ ใช้ตอบ message ก็ได้ด้วย  ชอบมากตรงที่ตอบ message ภาษาไทยโดยไม่ต้องพิมพ์เลย เรียกได้ว่าพูดภาษาไทยใน App ไหนก็ได้มันฟังออกหมดเลย

    4. Application : นับเป็นจุดเด่นของ Android Wear เหนือ Smartwatch เจ้าอื่นๆ  เพราะมีคนทำ App ใหม่ๆมาวันละ 10-20 App แต่บางอันมันก็ดูไม่เหมาะกับการมาใช้บนนาฬิกา  ผมจะขอแนะนำ App ที่ผมลองแล้วคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

    Wear Store << เป้น App บนมือถือที่ไว้คอยดูว่ามี App อะไรใน Play Store ที่รองรับ android wear บ้าง

    Widget mini launcher << ช่วยให้เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมต่างๆบนนาฬิกาได้สะดวกมาขึ้นเยอะ

    IFTTT << เป็น App แนว automate task เช่น สร้างปุ่มอะไรก็ได้บนหน้าจอนาฬิกาเพื่อควบคุมมือถือ เช่น เปิดปิดเสียง  ตั้งว่ากดที่มือถือแล้วให้ check in facebook

    Bunting << ใช้ Tweet โดยไม่ต้องพิมพ์  สั่งงานด้วยเสียง

    Speed Dial << ใช้สร้าง shortcut เป็นหน้าเพื่อนๆเราบนนาฬิกา พอกดแล้วโทรศัพท์จะโทรไปที่เบอร์ที่ตั้งไว้  แนะนำให้ใช้คู่กับ Bluetooth headset จะได้ไม่ต้องหยิบมือถือออกมาเลย

    Playlistplus << ใช้ฟังเพลง โดยข้อดีคือมีปุ่มที่นาฬิกาเลยว่าชอบเพลงที่ฟังอยู่หรือไม่ ครั้งหน้าจะได้สามารถเปิด playlist เฉพาะเพลงที่เราให้ดาวไว้ได้  นอกจากนี้ยังสร้าง Playlist แล้วเลือกได้จากมือถือเลย

    DG AUTH << 2 Steps Authenticator

     

    5. Non Voice Control : ถ้าเราอยู่ที่หน้า google voice ถ้ไม่อยากสั่งงานด้วยเสียงก็ปัดหน้าจอขึ้น จะเจอcommand list ให้สั่งงานได้  การจะย้อนกลับจะได้การปัดขวา  ส่วน option ใช้ปัดซ้าย   ดูแบตดึงจากขอบด้านบนลงมาด้านล่าง

    สรุป

    ทุกวันนี้ LG G Watch นอกจากเป้นนาฬิกาแล้วยังช่วยให้การใช้ชีวิตคล่องตัวขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ตอนโอนเงินออนไลน์ OTP ก็เด้งมาที่ข้อมือแทนมือถือทำให้สะดวกมากเวลาดู  การตอบข้อความ และการ search ก็รวดเร็วไม่ต้องพิมพ์อีกแล้ว  Speed Dial ก็ช่วยแก้ปัญหาเวลาจะโทรออกตอนขับรถหรือมือไม่ว่าง  การกด favorite เพลงก็ทำได้ง่ายขึ้น แถมการเตือนเวลานั้นหมายก็ไม่พลาดเลยเพราะมันสั่นที่ข้อมือ

    แน่นอนครับมันเป็นรุ่นแรกย่อมต้องมีขอเสีย ขอแรกคงต้องยกให้เรื่องของ Application ที่ยังไม่ Support เช่น facebook และ Line ทำให้ไม่สามารถพูดตอบได้ ต้องกดปุ่มแล้วมาตอบในมือถือแทน  ข้อสองคงไม่พ้นเรื่องการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย จริงๆมันไม่น่าจะยากเพราะระบบการรับรู้ภาษาไทยก็ทำได้สมบูรณ์แล้วเพียงแค่ตั้งเงื่อนไขเพิ่มเท่านั้นเช่นพอเจอคำว่า”นำทางไปที่” ให้ทำเหมือนสั่งว่า “Navigate to” ข้อเสียสุดท้ายคงเป็นเรื่องของแบตที่อยู่ได้เพียงแค่ 27 ชั่วโมง (ถ้าเปิดหน้าจอตลอด)  แต่ก็ดีตรงที่มันทำให้เราต้องชาร์ตแบตทุกวัน (สมัยใช้ Fitbit Force ชอบลืมชาร์ต แล้วแบตหมดระหว่างวัน เพราะมันชาร์ต5-6 วันครั้ง) ขอแถมข้อเสียอีก 1 ข้อคือช่วงนี้ฝนตกถึงแม้มันจะกันน้ำ แต่หน้าฝนตกปรอยๆ หยดน้ที่มากระทบหน้าจอมันจะ activate หน้าจอ แต่ถ้าตกหนักๆแบบเปียกชุ่มมันจะไม่เป้นไร

     

    ฺBlog ร้างไปนานมากเพราะเอาเวลาไปทุ่มกับงานประจำและโรงเรียน Up Grade Class แต่เนื่องจากได้ Gadget ใหม่มาแล้วเห็นว่าเป็น Gadget ที่มีประโยชน์เกินความคาดหวังในตอนแรกจึงอยากมาลองนำเสนอให้กับทุกๆคนได้ดู

    ผมมีความเชื่อที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำงานบ้าน  บางคนนานๆจะมีวันหยุดสัก 1 วันแต่กลับต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำความสะอาดบ้านแทนที่จะได้ไปพักผ่อนใช้ชีวิตตามต้องการ  ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มองการทำงานบ้านเป็นเรื่องเสียเวลา ถ้าจะพูดตามหลักการแล้ว การทำงานบ้านสำหรับผมเป็น non value added activity. ตามหลักการของ Lean แล้ว เราจึงจำเป้นจะต้องกำจัดงานนี้ออกไป

    ผมเริ่มมองหา solution เพื่อกำจัดเวลาในการทำงานบ้าน  จริงๆแล้วมี 2 ทางเลือกใหญ่ๆ คือ

    1 จ้างแม่บ้าน ครั้งละ 500 บาท ถ้าสำอาทิตย์ละครั้งก็ 500*52 = 26000 บาทต่อปี

    ข้อดี : สะอาด 100%

    ข้อเสีย : ต้องอยู่เฝ้าขณะทำความสะอาด

    2 ซื้อหุ่นยนต์ ราคา 15000-30000 บาท

    ข้อดี : หุ่นยนต์ไม่ขโมยของ ไม่ต้องเฝ้า

    ข้อเสีย : ทำความสะอาดได้แต่พื้น

    ลองคิดดูแล้วก็สรุปได้ว่าซื้อหุ่นยนต์นี่แหละเหมาะกับ lifestyle ของผม  ผมจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทำความสะอาด แล้วได้ข้อสรุปดังนี้

    หุ่นยนต์ทำความสะอาดในบ้าน แบ่งเป็น 3 ประเภท

    1. หุ่นยนต์กวาดพื้น : เช่น iRobot Roomba, LG HomBot, Samsung NaviBot .  หลายคนเข้าใจผิดว่าหุ่นประเภทนี้จะดูดฝุ่น แต่จริงๆแล้วหุ่นตระกูลนี้จะกวาดฝุ่นเข้าไปในตัวเครื่อง

    2. หุ่นยนต์ถูพื้น : มีตัวเดียวในตลาดคือ iRobot Braava

    3. หุ่นยนต์ขัดพื้น : เช่น iRobot Scooba ซีรี่นี้จะทำความสะอาด3 ขึ้นตอนคือ กวาด ขัด ถู ในตัวเดียว แต่ข้แจำกัดคือใช้ได้กับพื้นบางประเภทเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับพื้นที่ห้ามเปียกน้ำเช่นลามิเนตได้ เพราะมันจะปล่อยน้ำมาเยอะมากตอนทำความสะอาด และใช้ไม่ได้กับพื้นกระเบื้องลื่นๆ เพราะมันจะวิ่งไม่ไปเนื่องจากน้ำยามันก็ลื่นอยู่แล้วนตัว

    ผมตัดสินใจลองซื้อหุ่นกวาดและถูมาใช้งาน โดยเลือก LG HomBot 3.0 (16900 บาท) และ iRobot Braava 380t ($300) ด้วย factors  ตามด้านล่างนี้

    เลือก LG HomBot 3.0 มาเป็นหุ่นกวาด เพราะ

    • เส้นทางการทำความสะอาด
      • Roomba : กึ่ง random กึ่ง systematic
      • HomBot : systematic
      • Navibot : systematic
    • ระบบsensors
      • Roomba : มีแต่ sensor วัดระยะ
      • HomBot : มีกล้อง และ sensor วัดระยะ
      • NaviBot : มีกล้อง และ sensor วัดระยะ
    • จำนวนแปรงไม้กวาด
      • Roomba : 1
      • HomBot : 2
      • Navibot : 2
    • การปีนขอบประตู
      • Roomba : ปีนสิ่งกีดขวางได้ 2 ซม
      • HomBot : ปีนสิ่งกีดขวางได้ 2 ซม
      • Navibot : ปีนสิ่งกีดขวางได้ 2 ซม
    • Feedback ใน Internet
      • Roomba : ดีมาก
      • HomBot : ดีมาก
      • Navibot : แย่
    • ราคา
      • Roomba : ใน US ถูกกว่าไทย หลายพัน
      • HomBot : ใน US ราคาพอๆกับ iRobot
      • Navibot : ใน US ราคาพอๆกับ iRobot

    รีวิวการใช้งาน LG HomBot 3.0

    User Interface

    หุ่นยนต์ตัวนี้แสดงผลผ่าน ไฟ LED ดูออกจะโบราณไปสักนิด ที่ตัวเครื่องมีปุ่ม 4 ปุ่มคือ เปิด Turbo Mode เพื่อเพิ่มแรงกวาดแถมยังมีแรงดูดด้วย  ปุ่ม Mode ใช้เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน  ปุ่ม Home ไว้สั่งให้หุ่นกลับแท่นชาร์ตแบบ manual และปุ่มstart/stop   ที่รีโมตมีปุ่มเพิ่มขึ้นมาคือตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ  ปุ่มวิเคราะห์อาการเสียของเครื่อง

    Function พิเศษ

    - หุ่นยนต์จะเดินกลับที่ชาร์ตเองเมื่อแบตหมดหรือกวาดบ้านเสร็จแล้ว

    - มีเซนเซอร์กันตก ถ้าพื้นต่างระกับเกิน 5 cm มันจะถอยกลับมา

    - หุ่นยนต์จำเรียนรู้ตำแหน่งการวางของในบ้าน สังเกตได้จากวันแรกๆหุ่นมันจะเดินชนเยอะหน่อย แต่วันหลังๆมันจะไม่ค่อยชนแล้ว แต่เม่ต้องห่วงเวลาย้ายที่ตั้งของเดี๋ยวมันจะเรียนรู้ใหม่ไปเรื่อยๆ

    - ตั้งเวลาทำงานได้ว่าจำให้หุ่นยนต์ทำงานทุกๆกี่โมง

    - โหมดการทำงานมี 5 แบบคือ

    • Manual : ควบคุมโดยตรงจากรีโมท  เหมือนรถบังคับเลย
    • Zigzag โหมด : หุ่นยนต์จะพยายามทำความสะอาดแบบเดินซิกแซกไปเรื่อยๆ
    • Cell by Cell Mode : หุ่นจะทำความสะอาดพื้นที่ทีละส่วน พอทำเสร็จในส่วนนั้นก็จะเดินไปทำพื้นส่วนต่อไป
    • Spot Mode : เดินแบบวงกลมก้นหอยขยายวงไปเรื่อยๆ
    • My Space : หุ่นจะทำความสะอาดในพื้นที่ที่เราวาดกรอบไว้ให้  ก่อนใช้โหมดนี้เราต้องพาหุ่นเดินบอกอาราเขตพื้นที่ก่อน

     

     

    การใช้งานจริง

    หลังจากทำความสะอาดแล้ว แน่นอนเราต้องเอาฝุ่นไปทิ้ง วิธีการก็แค่กดที่ฝา แล้วฝาจะเปิดขึ้นมา (ต้องกดแรงนิดนึง) แล้วจะเจอกล่องเก็บฝุ่นที่ออกแบบมาให้หยิบไปเททิ้งง่ายมาก

     

     

    สำหรับตัวแท่นชาร์ต ตามคู่มือบอกว่าต้องวางในจุดที่มีระยะห่างด้านหน้า 2 เมตร และระยะห่างด้านข้างด้านละ 1 เมตร ไม่งั้นหุ่นจะกลับบ้านไม่ถูก แต่เอาเข้าจริง ตำแหน่งที่วางของผมพื้นที่เหลือน่อยกว่านั้นเยอะ หุ่นก็ยังกลับบ้านได้

     

    สำหรับเรื่องเสียง  เนื่องจากว่ามันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น เสียงเลยเบากว่า ไม่ได้ดังมาก ดูทีวีไปด้วยได้ แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบสนิท  ในเรื่องของความสะอาดถ้าเป็นฝุ่น เศษผม ขยะสิ้นเล็กๆ ไม่มีปัญหาเลย  แต่ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ๆมันจะกวาดเข้าไปไม่ได้.

    ปัญหาที่พบเจอ

    ถ้าวางผ้าขนหนูไว้ที่พื้นแล้วหุ่นปีไปบนผ้าบางครั้งจะเข้าไปพันล้อแล้วหุ่นจะร้องให้เราเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากล้อ  สายไฟก็เช่นกันต้องยึดให้ดี ถ้าปล่อยสายวางไว้กับพื้นลอยๆบางทีมันจะลาดสายไปด้วยแล้วถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้นั้นไม่หนักมากอาจจะตกลงมาได้  สำหรับบ้านที่วางของรกๆไว้ไม่ต้องกลัวว่าหุ่นจะเข้าไปไม่ถึง  หุ่นมันฉลาดไม่น่าเชื่อ ขอแค่มีช่องที่ตัวมันผ่านไปได้รับร้องมันเข้าไปแน่ๆ. ปัญหาสุดท้ายที่พอคือตรงมุมมันกวาดไม่ได้

    มาดูVDO กันดีกว่า

    สั่งให้หุ่นเดินกลับบ้านแบบ manual

    Manual Control

    [กำลัง up VDO]

    การทำงานในที่มีสิ่งกีดขวาง

    [กำลัง up VDO]

    รีวิวการใช้งาน iRobot Braava 380t

    ที่เลือกรุ่นนี้เพราะรุ่นนี้มีแท่นชาร์ต มีระบบใส่น้ำ หุ่นถูตัวนี้มีเซนเซอร์อันเดียวคือกันชนด้านหน้า ส่วนการคำนวณเส้นทางจะใช้การส่งสัญญาณจาก indoor GPS ซึ่งยิงสัญญาณกระทบเพดานลงมาที่ตัวรับสัญญาณบนหุ่น  หุ่นตัวนี้ไม่กลับไปชาร์ตเอง แต่เมื่อทพงานเสร็จมันจะไปหยุดตรงจุดที่ที่เริ่มต้นทำความสะอาด  รูปแบบการทำงานมี 2 Mode แบบแห้งและแบบเปียก  แบบแห้งเราแค่ติดผ้าไมโครไฟเบอร์ที่แถมมาแล้วหุนจะทำหน้าที่แค่ลากผ้าไปจนทั่วห้องรูปแบบการเดินจะเหมือน ซิกแซกโหมดของ HomBot  แบบที่2 คือแบบเปียก เราต้องเติมน้ำลงไปก่อนแล้วหุ่นจะทำการเดินไปซิกแซกเช่นกันแต่จะมีการเดินหน้าถอยหลังเหมือนเวลาที่คนถูกพื้น  สำหรับเสียงมันเงียบมากเลยครับเบากว่าเสียงแอร์อีก

    สี่เหลี่ยมใหญ่ๆคือพื้นที่รับสัญญาณจาก indoor GPS ปุ่มบนตัวเครื่องมีแต่ ปุ่มเปิด/ปิด ปุ่มถูแบบแห้ง และปุ่มถูแบบเปียก

    อันนี้คือที่ใส่น้ำ ผ้าไมโครไฟเบอร์มันจะมีตีนตุ๊กแก้ไว้ยึดกับที่ใส่น้ำ

    ตัวส่งสัญญาณ indoor GPS ต้องตั้งในจุดที่คิดว่ามันจะยิงสัญญาณขึ้นไปบนฝ้าแล้วสะท้อนลงมาได้ครอบคลุมทั้งห้อง ผมเลยเลือกวางไว้ที่หัวเตียง

    VDO การใช้งาน

     

    สรุป

    สำหรับผม หุ่น LG HomBot 3.0 ทำความสะอาดได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้มาก คือเข้าไปทุกพื้นที่ที่มันเข้าได้จริงๆ แถมยังสามารถตั้งให้มันทำงานตอนที่ไม่อยู่ห้องได้ด้วย กลับมาห้องสะอาดทุกวัน  ส่วนหุ่นถูผมได้มาทีหลังเลยโดนเปรียบเทียบกับความฉลาดของหุ่นกวาดทำให้ผิดหวังเล็กน้อย แต่โดยรวมกูถูสะอาดดีโดยเฉพาะตามขอบและมุมหุ่นมันจะถูย้ำๆเป็นพิเศษ  ปกติผมจะเปิดหุ่นกวาดให้ทำงานทุกวันตอนไม่อยู่ห้องแต่หุ่นถูตั้งเวลาไม่ได้ผมก็จะให้มันทำงานอาทิตย์ละครั้ง