คำศัพท์ที่ต้องรู้ก่อนเริ่มลงทุน

Price คือราคาที่ทำการซื้อขายล่าสุดของวัน  หากหลักทรัพย์นั้นไม่มีการซื้อขายในวัน ราคาจะไม่ถูกแสดง

P/E อัตราส่วนระหว่างราคาปิดวันก่อนหน้าหารด้วยกำไรสุทธิ ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เราสามารถตีความมหายของค่านี้ได้ว่าหากราคาหุ้นคงที่และกำไรของบริษัทคงที่  เราจะใช้เวลาเท่ากับค่า P/E ในการคืนทุน

P/BV เป็นอัตราส่วนที่เทียบระหว่างราคาตลาดกับมูลค่าจริงตามบัญชี  ผมจะขอเรียกอัตราส่วนนี้ว่า อัตราส่วนในการเพ้อฝัน  โดยถ้ามีค่าสูงแปลว่านักค้าหุ้นในตลาดต่างมองอย่างเพ้อฝันว่าอนาคตของหุ้นตัวนี้จะดีกว่าปัจจุบันมาก  แต่ถ้าค่านี้น้อยกว่า 1 หมายความว่าเราซื้อหุ้นได้ในราคาถูกกว่าเจ้าของเพราะซื้อหุ้นได้ถูกกว่าราคาจริงในบัญชี

%D คืออัตราการปันผลเทียบกับราคาหุ้น  ค่ายิ่งมากก็แปลว่าปันผลมาก อันนี้นักลงทุนชอบ

Market Cap คือตัวบอกขนาดของบริษัทคิดจากการเอาจำนวนหุ้นคูณราคาตลาด  ค่ายิ่งมากแปลว่าบริษัทยิ่งใหญ่

วิธีการลงทุน

1 กรองหุ้นเชิงปริมาณ

1.1. รวบรวมข้อมูลของหุ้น (หากไม่มีเวลาสามารถเข้ามาที่ www.BlogAboutMe.com -> VI Weekly Data เพื่อมา Download ข้อมูลรายวันได้)
1.2. นำค่า P/BV และ P/E มาคูณกัน  แล้วเลือกหุ้นที่ค่าต่ำว่า 15)
1.3. %D ควรจะเกิน 5% เพื่อชนะอัตราเงินเฟ้อ

หมายเหตุ : จริงๆแล้วแนวทาง VI ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าค่าต่างๆควรจะเป็นเท่าไหร่  ค่าคงที่ที่แนะนำเป็นค่าที่ผมใช้อยู่

2.กรองหุ้นเชิงคุณภาพ

2.1 โหลดรายงานประจำปี/ไตรมาสของหุ้นที่ได้จากการกรองเชิงปริมาณมาอ่าน
2.2 คัดเอาเฉพาะหุ้นที่ไม่เคยขาดทุนในรอบ 5 ปีล่าสุด
2.3 คัดเฉพาะรายได้ (ไม่ใช่กำไร) ในรอบ 5 ปีล่าสุด ไม่ควรลดลงหรือแกว่งตัวมากๆ
2.4 แบ่งหุ้นที่เหลือตามกลุ่มธุรกิจ
2.5 เลือกหุ้นที่น่าสนใจจากหุ้นที่เหลืออยู่ที่จะเป็นตัวแทนแต่ละกลุ่ม กลุ่มละ 1-3 ตัว

3.จัดพอร์ตโฟลิโอ

3.1 กำหนดการยอมรับค่าความเสี่ยงเช้น 80% ของเงินเก็บไปลงทุนในหุ้น  อีก20% ลงในหลักทรัพย์อื่น เช่นเงินฝาก
3.2 แบ่งเงินส่วนของหุ้นลงในหุ้นที่ได้มาจากข้อ 2.5 โดยมีหลักการคิดหลายแบบเช่น
- แบ่งเงินตามใจชอบ
- Naive Portfolio : แบ่งเงินเท่าๆกันให้กับหุ้นทุกตัว
- Optimal Portfolio : นำค่าท่าสถิติที่ผ่านมา มาคำนวนหาพฤตกรรมของหุ้น แล้วใช้การโปรแกรมเชิงเส้นมาช่วยจัดสัดส่วนการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด ณ ความเสียงที่กำหนด