รับรู้ข้อมูลอัพเดทก่อนใคร เพียงเข้าไปกด Like ในหน้า Facebook Fan Page BlogAboutMe

ตัวเลขในหัวข้อนั้นถูกต้องแล้วครับ  ประชาชนต้องใช้เงิน 100,000,000,000 เพื่อซื้อไข่ไก่เพียง 3 ฟอง ในประเทศซิมบับเว เมื่อปี 2009  (ณ ปี2011 ไม่มีใครใช้จ่ายด้วยเงินสกุลดอลลาร์ซิมบับเว (ZWD) อีกต่อไปเพระามันไม่มีค่าอะไรเลย)  เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนสภาพเศรฐกิจของซิมบับเวนั้นก็เมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วๆไปเช่นประเทศไทยที่ประชากรในประเทศแบ่งเป็นสองกลุ่มอย่างค่อนข้างชัดเจน คือ คนรวยที่มีการศึกษาดี และคนจนที่มีฝีมือแรงงานดี  ในประเทศซิมบับเวนั้นคนกลุ่มแรกเป็นคนผิวขาว  ส่วนชนชั้นแรงงานมักเป็นพวกผิวดำซึ่งเป็นคนพื้นเมือง  คนผิวขาวมีอาชีพเป็นผู้บริหาร  จนกระทั่งในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต มูกาเบ้ได้ออกกฎหมายแนวประชานิยมเพื่อต้องการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ  ซึ่งนโยบายหลักคือการยึดที่ดินที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนผิวขาวไปให้คนพื้นเมืองผิวดำแทนเนื่องจากมีจำนวนเยอะ  ทำให้คนผิวขาวบางส่วนก็ต้องกลายเป็นกรรมกรจำเป็นไป  และคนผิวดำซึ่งไร้ความสามารถในการบริหารขึ้นมาควบคุมบริษัท  (คล้ายๆกับบ้านเราก็คือรีดเงินจากภาษีคนที่มีรายได้เยอะ  ไปประเคนให้กับคนที่มีฐานะน้อยผ่านทางนโยบายประชานิยม  อยากเก็บภาษีที่ดินเพื่อจะได้มีเงินไปแจก Tablet และแจกจ่ายกองทุนหมู่บ้าน)  โดยตัวนโยบายก็ดูเมหือนจะดีใช่มั้ยครับกระจายให้คนทั่วประเทศมีรายได้พอๆกัน  แต่เงิน 100 บาทเอาไปให้คน 2 คน ผลลัพธ์ที่ได้มันต่างกัน ด้วยการที่คนผิวดำเคยทำแต่งานกรรมกรพอมาเริ่มรวยได้มาบริหารบริษัทก็เจ๊งไม่เป็นท่า  ส่วนคนผิวขาวถึงแม้จะมีความรู้ความสามารถแต่ก็ไม่ได้มีเงินมากเหมือนเดิมที่จะมาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจ  ส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองของ ซิมบับเว ก็ดิ่งลงเหว เกิดปัญหาสังคมตามมามากมายสุดท้ายไม่วายเป็นหนี้ IMF
หนี้สินก็มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่ต้องชำระ  แต่ด้วยการไร้ความสามารถของรัฐบาล เขาจัดการแก้ปัญหาหนี้โดยการพิมพ์เงิน  21,000,000,000,000 ZWD ในเดือน ก.พ. 2006 เพื่อไปใช้หนี้ (คุ้นๆมั้ยครับว่าใครบอกว่าถ้าหาเงินไม่ได้ก็หามาจากอากาศ)  การแก้ปัญหานี้ได้ผลครับ  หนี้สินของประเทศหายหมด แต่อีกไม่นานผลค้างเคียงก็ตามมา  21 ล้านล้านที่ใช้หนี้ไป  ได้หมุนเวียนกลับมาสู่ซิมบับเวอีกครั้ง  ส่งผลให้ค่าเงินตกอย่างหนัก  ทำให้ข้าวของราคาสูงลิบลิ่ว รัฐบาลเลยออกมาประกาศในเดือน มิ.ย. 2006 โดยใช้มุขเดิมว่า  ในเมื่อของแพงก็ไม่ต้องกลัว  เดี๋ยวจะพิมพ์เงินให้อีก 60,000,000,000,000 ZWD มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า  โดยเงินนี้จะแจกจ่ายให้กับคนในประเทศโดยการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ทหาร ตำรวจ (อ้าวคล้ายๆกับนโยบายพรรคอะไรก็ไม่รู้)  ยามันแรงจริงครับได้ผลทันตาข้าวของแพง (ดูจากรูปข้างๆนี้สิครับ จะกินเบียร์ 1 ขวด ต้องพกเงินไปเยอะขนาดไหน) แต่ได้รายได้เพิ่มก็ยังพอไปได้  แต่ที่คนรากหญ้าไม่รู้จักก็คือค่าเงินครับมันลดลงจนแทบจะไม่มีค่าอีกแล้ว

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาค่าเงินรัฐบาลเลยมามุขใหม่โดยการออกมาประกาศว่าตั้งแต่นี้ต่อไป เงิน 1000 ZWD  จะมีค่าเพียง 1 ZWD  ทันทีที่ออกมาตรการนี้ค่าเงินก็แข็งค่าขึ้นทันใด  แต่คนที่ทุขหนักคือคนที่ตั้งใจเรียนตั้งใจทำงานประหยัดอดออมเก็บเงินไว้ในธนาคาร  สมมติมีเงินฝากเ)็นเงิน 1 ล้าน ได้กลายเป็นเหลือเงินเพียง 1000 ในชั่วข้ามคืน  ส่วนคนรากหญ้าไม่ต้องกระทบมากเพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเงินฝากมากมายอะไรเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าไปทำงานใหม่ก็ได้เงินมาซื้อข้าวแล้ว  เหตุการทั้งหมดที่พูดไปใช้เวลาเพียงปีเดียวของรัฐบาลโรเบิร์ต มูกาเบ้เพียงรัฐบาลเดียวเท่านั้น

แต่นั่นยังไม่พอในปีถัดมา 2007 การการที่การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุโดยแก้แต่แบบเฉพาะหน้าในแบบที่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ค่อยมีความรู้เข้าใจ  มันได้ผลแค่ชั่วขณะเท่านั้น  เงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง  รัฐบาลนี้ที่ว่าทำอะไรรวดเร็วได้ผลเห็นทันตาโดยไม่สนใจแก้ที่ต้นเหตุ (คุ้นๆมั้ยครับว่าพรรคไหนของไทยชอบแก้อะไรเร็วๆแต่ไม่แก้ที่ต้นเหตุ)  ออกมาประกาศควบคุมสินค้าเกือบทุกอย่างเพื่อที่ของจะได้ไม่แพง  เพียงข้ามคืนราคาของก็ไม่แพงอีกต่อไป  แต่ว่ามันไม่มีของจะให้ซื้อครับ  เพราะพ่อค้าจะขายไปทำไมในเมื่อขายราคาที่เหมาะสมไม่ได้ทำไมก็ไม่ได้กำไรมีแต่จะเข้าเนื้อ  การค้าขายจึงต้องอยู่ในตลาดมืดที่ไม่มีการควบคุมราคามูลค่าของเลยแล้วแต่ตกลงกันเอง  ส่งผลทำให้ราคาของมันแพงเสียยิ่งกว่าเดิมอีกเพราะต้องหลบๆซ่อนๆหากโดนจับได้ก็ต้องติดคุก

มกราคม 2008 ด้วยราคาของที่แพงทำให้รัฐบาลต้องเริ่มพิมพ์แบงค์ราคาใบละ 10 ล้าน ออกมาเพื่อที่ประชาชนจะไม่ได้ต่อแบกเป้ใส่เงินเพื่อไปซื้อของ  (ในปี 2008  10ล้าน ZWD แลกเป็นเงินไทยได้เพียง 120 บาท  ซึ่งในปี 2006 1.59 ZWD แลกได้ 1 US-Dollar)  หลังจากนั้นไม่กี่เดือนรัฐบาลก็ต้องออกแบงค์ใบละ 250,000,000   500,000,000  ออกสู่ตลาด  และวางแผนที่จะพิมพ์แบงค์ใบละ 100,000,000,000 ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน  แต่รัฐบาลก็เพื่งจะมาคิดได้ว่าเลขศูนย์มันเยอะเกินไปแล้ว ขอทำการตั้งค่าเงินใหม่ดีกว่า  โดยการตัดเลขศูนย์ออกไป 10 ตัว!!!   เพียงชั่วข้ามคืนเงินจำนวน 10,000,000,000 ZWD ในธนาคาร  เหลือเพียงแค่ 1 ZWD เท่านั้น  อัตราเงินเฟ้อในขณะนั้นคือ 11,250,000 %

16 มกราคม 2009 วันที่โลกต้องจดจำ รัฐบาลของมูกาเบ้ ประกาศจะพิมพ์ ธนบัตร ชนิดราคา 10,000,000,000,000 ( สิบ ล้านล้าน)   20,000,000,000,000 ( ยี่สิบ ล้านล้าน)  50,000,000,000,000 (ห้าสิบ ล้านล้าน)  100,000,000,000,000 ( หนึ่งร้อย ล้านล้าน) นี่ขนาดเพิ่งตัดศูนย์ไป 10 ตัวเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมาแล้ว

ในเดือนเมษายน 2009 ธนบัตร ZWD ก็ไร้ค่า  ไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป  ผู้คนซื้อของกันด้วยทองคำหรือเงิน USD  รัฐบาลเลิกล้มความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพราะมันยากกว่าตายแล้วเกินใหม่เสียอีก

มาสรุปประเด็นกันว่าอะไรเป็นชนวนของปัญหา

1. การกระจายรายได้โดยเอาเงินจากคนรวยไปให้คนรากหญ้า (100 บาทในมือนักธุรกิจจะมีมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเอาเงินเท่ากันไปให้กับคนชั้นแรงงาน  แต่นักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีชนชั้นแรงงาน)  ทำให้รายได้โดยรวมของประเทศลดลง

2. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อต้องการผลที่รวดเร็วเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีโดยการพิมพ์แบงค์โดยไม่มีหลักประกัน (ทองคำ)

3. แก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยการแจกเงินเข้าระบบ ด้วยวิธีเพิ่มเงินเดือนเอาใจรากหญ้า  ไม่ยอมแก้ที่ต้นเหตุ

4. แก้ปัญหาของแพงโดยการตรึงราคาสินค้า  ทำให้ไม่มีของขายในตลาดธรรมดา  ต้องไปลักลอบซื้อขายในตลาดมืดส่งผลให้ราคาแพงกว่าเดิม

5.ได้ผู้นำไม่มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์มาบริหารประเทศ

แหล่งข้อมูล
- http://en.wikipedia.org/wiki/Zimbabwe
- http://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Zimbabwe
- http://econfan.blogspot.com/2011/05/hyperinflation-zimbabwe-style.html
- http://www.klongjan.com/fr/view.php?id=92