“โพสนี้จะไม่พูดถึง spec นะครับ แต่จะพูดถึงการใช้งานจริงเท่านั้น”

สำหรับ LG G Watch เครื่องนี้ก็ซื้อมาใช้งานเองไม่ได้มีสปอนเซอร์สนับสนุนแต่อย่างใด แต่ถ้าทาง LG จะตบรางวัลเป้นค่าโฆษณามาให้ก็ไม่ว่ากันนะครับ 555+  ผมเองนับว่าเป็น Early Adopter คือชอบลองของใหม่  อะไรออกก็ต้องขอมาลองก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้ลองซื้อ Sony Smartband มาลองใช้แต่รู้สึกไม่เห็นถึงประโยชน์ในชีวิตจริงผมเลยตัดสินใจขายออกไปในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แล้วเปลี่ยนมาซื้อ Fitbit Force แทน ซึ่งผมชอบมากแต่จำเป้นต้องขายไปในที่สุดเพราะผมได้รุ่น size L มา มันใหญ่เกินไป  จนกระทั่ง LG G Watch เริ่มขายวันแรกผมก็ไม่รอช้าสั่งมาทันที 1 เครื่อง  ถ้าอยากรู้ว่ามันทำอะไรได้แล้วมันเข้ากับ life style ชาว IT อย่างเราๆหรือไม่ เชิญอ่านต่อด้านล่างเลยครับ

ในกล่องก็มีตัวนาฬิกาและสายชาร์ตพร้อมแท่น ซึ่งตัวแท่นชาร์ตเป็นแม่เหล็ก สายนาฬิกาสามารถถอดเปลี่ยนได้กับสายนาฬิกาทั่วไปที่ขนาด 22 มม.

1. หน้าปัดนาฬิกา : มีหน้าปัดนาฬิกามาให้เลือกจากโรงงานอยู่พอสมควร แต่บอกไดเลยว่ามันไม่สวยเลบสักแบบ แต่ยังดีที่สามารถโหลดเพิ่มเติมได้จาก App Store มีทั้งเสียเงินและไม่เสียเงิน วิธีการเปลี่ยนหน้าปัดแค่จิ่มหน้าจอค้างไว้แล้วเลือกหน้จอที่ต้องการได้เลย

2. นาฬิกาที่แสดงผลตลอดเวลา : เราสามารถตั้งได้ว่าให้หน้จอแสดงผลได้ตลอดเวลาหรือให้ดับตอนที่ไม่ได้ใช้งาน จะขออธิบายให้ชัดเจนดังนี้ การที่หน้จอแสดงผลก็แบ่งเป็น 2 สถานะ คือ active กับ inactive.  ในหน้า active จะสามารถสั่งงานต่างๆได้และหน้าจอจะสว่าง  ส่วนในหน้า inactive นั้นจะแสดงแต่ตัวนาฬิกาและความสว่างจะลดลงพอสมควร  วิธีการ activate หน้าจอมี 2 วิธีคือจิ้มที่หน้าจอ และ ยกมือพร้อมหมุนจอนาฬิกาเอียงมาทางหน้าของเราเมหือนท่าดูนาฬิกา  ส่วนการ deactivate นั้นทำได้ 2 วิธีคือ ปล่อยไว้เฉยๆซักพัก หรือ เอาฝ่ามือแตะไปที่จอ (ไม่ใช่แค่เอาฝ่ามือไปอังใกล้ๆนะครับ ผมเข้าใจผิดอยู่นานมาก)

 

3. การสั่งงานด้วยเสียง : อันนั้นขอแบ่งเป็น 2 อย่างคือ voice command กับ voice recognition. สำหรับ voice command นั้น keyword ต้องสั่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ส่วน voice recognition สามารถรับรู้ภาษาไทยได้ดีมาก

Voice Command : สามารถสั่งโทรออก ดูตารางนัดหมาย นำทาง (มันจะไปเปิดแผนที่ในมือถือต่อให้เลยวีดีโอด้านล่างภาพเลยโดนตัดไป) ตั้งเวลา และอื่นๆ  ข้อเสียคือถ้าเราเปิดให้มันฟังไทยรู้เรื่อง มันจะจับคำภาษาอังกฤษเพี้ยนๆ

Voice Recognition : ใช้ search ข้อมูลได้ ใช้ตอบ message ก็ได้ด้วย  ชอบมากตรงที่ตอบ message ภาษาไทยโดยไม่ต้องพิมพ์เลย เรียกได้ว่าพูดภาษาไทยใน App ไหนก็ได้มันฟังออกหมดเลย

4. Application : นับเป็นจุดเด่นของ Android Wear เหนือ Smartwatch เจ้าอื่นๆ  เพราะมีคนทำ App ใหม่ๆมาวันละ 10-20 App แต่บางอันมันก็ดูไม่เหมาะกับการมาใช้บนนาฬิกา  ผมจะขอแนะนำ App ที่ผมลองแล้วคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

Wear Store << เป้น App บนมือถือที่ไว้คอยดูว่ามี App อะไรใน Play Store ที่รองรับ android wear บ้าง

Widget mini launcher << ช่วยให้เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมต่างๆบนนาฬิกาได้สะดวกมาขึ้นเยอะ

IFTTT << เป็น App แนว automate task เช่น สร้างปุ่มอะไรก็ได้บนหน้าจอนาฬิกาเพื่อควบคุมมือถือ เช่น เปิดปิดเสียง  ตั้งว่ากดที่มือถือแล้วให้ check in facebook

Bunting << ใช้ Tweet โดยไม่ต้องพิมพ์  สั่งงานด้วยเสียง

Speed Dial << ใช้สร้าง shortcut เป็นหน้าเพื่อนๆเราบนนาฬิกา พอกดแล้วโทรศัพท์จะโทรไปที่เบอร์ที่ตั้งไว้  แนะนำให้ใช้คู่กับ Bluetooth headset จะได้ไม่ต้องหยิบมือถือออกมาเลย

Playlistplus << ใช้ฟังเพลง โดยข้อดีคือมีปุ่มที่นาฬิกาเลยว่าชอบเพลงที่ฟังอยู่หรือไม่ ครั้งหน้าจะได้สามารถเปิด playlist เฉพาะเพลงที่เราให้ดาวไว้ได้  นอกจากนี้ยังสร้าง Playlist แล้วเลือกได้จากมือถือเลย

DG AUTH << 2 Steps Authenticator

 

5. Non Voice Control : ถ้าเราอยู่ที่หน้า google voice ถ้ไม่อยากสั่งงานด้วยเสียงก็ปัดหน้าจอขึ้น จะเจอcommand list ให้สั่งงานได้  การจะย้อนกลับจะได้การปัดขวา  ส่วน option ใช้ปัดซ้าย   ดูแบตดึงจากขอบด้านบนลงมาด้านล่าง

สรุป

ทุกวันนี้ LG G Watch นอกจากเป้นนาฬิกาแล้วยังช่วยให้การใช้ชีวิตคล่องตัวขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ตอนโอนเงินออนไลน์ OTP ก็เด้งมาที่ข้อมือแทนมือถือทำให้สะดวกมากเวลาดู  การตอบข้อความ และการ search ก็รวดเร็วไม่ต้องพิมพ์อีกแล้ว  Speed Dial ก็ช่วยแก้ปัญหาเวลาจะโทรออกตอนขับรถหรือมือไม่ว่าง  การกด favorite เพลงก็ทำได้ง่ายขึ้น แถมการเตือนเวลานั้นหมายก็ไม่พลาดเลยเพราะมันสั่นที่ข้อมือ

แน่นอนครับมันเป็นรุ่นแรกย่อมต้องมีขอเสีย ขอแรกคงต้องยกให้เรื่องของ Application ที่ยังไม่ Support เช่น facebook และ Line ทำให้ไม่สามารถพูดตอบได้ ต้องกดปุ่มแล้วมาตอบในมือถือแทน  ข้อสองคงไม่พ้นเรื่องการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย จริงๆมันไม่น่าจะยากเพราะระบบการรับรู้ภาษาไทยก็ทำได้สมบูรณ์แล้วเพียงแค่ตั้งเงื่อนไขเพิ่มเท่านั้นเช่นพอเจอคำว่า”นำทางไปที่” ให้ทำเหมือนสั่งว่า “Navigate to” ข้อเสียสุดท้ายคงเป็นเรื่องของแบตที่อยู่ได้เพียงแค่ 27 ชั่วโมง (ถ้าเปิดหน้าจอตลอด)  แต่ก็ดีตรงที่มันทำให้เราต้องชาร์ตแบตทุกวัน (สมัยใช้ Fitbit Force ชอบลืมชาร์ต แล้วแบตหมดระหว่างวัน เพราะมันชาร์ต5-6 วันครั้ง) ขอแถมข้อเสียอีก 1 ข้อคือช่วงนี้ฝนตกถึงแม้มันจะกันน้ำ แต่หน้าฝนตกปรอยๆ หยดน้ที่มากระทบหน้าจอมันจะ activate หน้าจอ แต่ถ้าตกหนักๆแบบเปียกชุ่มมันจะไม่เป้นไร